พารู้จัก "เดอะ ฟิงเกอร์ปรินท์ โค้ช"

Last updated: Jun 2, 2017  |  764 จำนวนผู้เข้าชม  |  Blog

พารู้จัก "เดอะ ฟิงเกอร์ปรินท์ โค้ช"

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

โดย กนกวรรณ มากเมฆ
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


ลวดลายบนนิ้วมือของเราแต่ละนิ้ว เป็นสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยสังเกตถึงรูปร่างหน้าตา การขด จนเมื่อเพ่งพิศทั้ง 10 นิ้ว เชื่อว่าคงจะเห็นว่ามีหลากหลายแบบ บางนิ้วมีลายเหมือนกัน บางนิ้วแตกต่างออกไป แต่ใครจะไปรู้ว่ามีการนำ "ลายนิ้วมือ" ของเรามาเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพและศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัว จนนำไปสู่การโค้ช หรือการช่วยค้นหาศักยภาพเพื่อผลักดันไปสู่ความสำเร็จและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

"ประชาชาติธุรกิจออนไลน์"มีโอกาสพูดคุยกับ"ปัญจพล จิตติฉันท์" ชายวัย 42 ปี เจ้าของ เดอะ ฟิงเกอร์ปรินท์ โค้ช (The Fingerprint Coach) ถึงเรื่องราวการโค้ชที่ผสมผสานกับการสแกนลายนิ้วมือ

"ปัญจพล" หรือ "คุณโอ๊ต" เริ่มเล่าถึงศาสตร์การโค้ชหรือการพัฒนาศักยภาพเพื่อไปสู่เป้าหมายให้ฟังว่า เป็นการตั้งคำถามของผู้โค้ช ที่จะให้ผู้รับการโค้ชไปสู่เป้าหมาย โดยการโค้ชที่เป็นที่นิยมจะมี 2 แบบ คือ performance coach เป็นการโค้ชในเรื่องของงาน อย่างเช่น สมมุติคนคนหนึ่งต้องการโตไปเป็นหัวหน้า แต่จะไปได้อย่างไรนั้น โค้ชจะช่วยตั้งคำถามด้วยการดึงสิ่งที่คิดทั้งหมดออกมาจากในหัว แล้วกางข้อมูลแยกออกเป็นส่วนๆ และดูว่าควรทำอันไหนก่อน จากนั้นก็ดำเนินไปสู่เป้าหมาย

"ขณะที่การโค้ชอีกแบบเรียกว่า life coach หรือการโค้ชชีวิต ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตครอบครัวในตอนเด็ก ที่เกี่ยวข้องมาถึงการดำเนินชีวิตของเราในทุกวันนี้ รวมถึงเรื่องราวในชีวิตบางอย่างที่ทำให้เราไม่สามารถก้าวต่อไปได้ ซึ่งการถาม performance coach ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอไลฟ์โค้ชอยู่ในนั้น" ปัญจพลระบุ

ฟังดูแล้ว..การโค้ชอาจจะคล้ายกับนักจิตวิทยาหรือนักให้คำปรึกษา แต่ปัญจพลบอกว่า ไม่ใช่ เพราะการโค้ชจะเป็นการตั้งคำถามอย่างเดียว โดยไม่มีการให้คำปรึกษา แต่เป็นตัวผู้รับการโค้ชเองที่จะสามารถหาคำตอบได้โดยให้โค้ชเป็นคนตั้งคำถาม


ปัญจพล จิตติฉันท์


จากนักมาร์เก็ตติ้งเข้าสู่วงการโค้ช

"คุณโอ๊ต" ยอมรับว่า ในช่วงแรกก็ยังไม่รู้จักการโค้ช ด้วยความที่ทำงานตำแหน่งมาร์เก็ตติ้งในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเรือคายัค เพราะเป็นงานที่ได้ทำงานและได้เที่ยวไปด้วยในตัว และเพราะนำเรือไปออกทริปโปรโมต ซึ่งหลายครั้งที่ออกเดินทาง ก็มักจะมีโอกาสได้คุยกับคนท้องถิ่นในหลายๆ เรื่อง ทำให้รู้ตัวเองว่าสิ่งที่ชอบไม่ใช่งานที่ทำอยู่แล้ว แต่เป็นการได้พูดคุยและรับฟังคนอื่นมากกว่า จึงลาออกจากที่เดิม

"พอลาออกก็เผอิญมาทำร้านจิวเวลรี่ที่เป็นธุรกิจของบ้านแฟน ซึ่งทำไปสักพักเราก็รู้สึกไม่ชอบ เพราะตอนนั้นที่เราลาออกจากที่แรกก็ไม่ใช่เพื่อที่จะออกมาทำสิ่งนี้ เลยมานั่งนึกว่าแล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวเรา จนวันหนึ่งมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์สอนโค้ชคนหนึ่ง เราเลยถามเขาว่าการโค้ชคืออะไร เขาก็เริ่มคุยกับเรา ซึ่งที่แปลกคือเขาสามารถพูดเรื่องของเราได้ปร๋อ ทั้งๆ ที่เป็นแค่การนั่งคุยกันบนโต๊ะอาหาร เราเลยปิ๊งขึ้นมาว่านี่แหละคือสิ่งที่เราตามหา เราค้นพบว่าตัวตนเราเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบคุยกับคนอื่น" คุณโอ๊ตระบุ

เมื่อรู้สึกปิ๊งว่าอะไรคือสิ่งที่ตามหา "ปัญจพล" จึงไปเรียนการโค้ช ซึ่งหลักสูตรสอนโค้ชในไทยมีอยู่หลายที่ด้วยกัน โดยปัญจพลเลือกเรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่รู้จักกันอยู่แล้ว ซึ่งระหว่างเรียนที่ใช้เวลาเกือบปี ทำให้เขารู้สึกว่าได้ค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ จนค้นพบว่าที่ผ่านมาตัวเองเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหนก็ตาม จนเข้าใจว่าแพสชั่นของตัวเองคือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น


สู่การสแกนลายนิ้วมือ

ถึงแม้จะเรียนการโค้ชจนจบคอร์ส สิ่งที่ "ปัญจพล" รู้สึกคือ คนไทยไม่สนใจเรื่องของการโค้ช เพราะคนไทยมักรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นปัญหา แต่คนอื่นต่างหากที่เป็นปัญหา ทำให้การโค้ชในไทยจึงยังมีไม่ค่อยมาก หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เขาจึงคิดว่าต้องหาเครื่องมืออะไรบางอย่างที่จะทำให้คนสามารถได้รู้มุมมองและทัศนคติของตัวเอง หรืออุปสรรคที่ปิดกั้นตัวเองไม่ให้ไปสู่ศักยภาพที่แท้จริงได้ จนได้มาพบกับ "เครื่องสแกนลายนิ้วมือบอกบุคลิก"

"ตอนนั้นเราไปเรียนคอร์สที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเรื่องของเงินแล้วไปเจอบูทหนึ่งซึ่งเป็นบูทจากมาเลเซียซึ่งมีเครื่องสแกนลายนิ้วมือเราก็ไปลองไปสแกนดู 4 นิ้ว เขาก็อ่านผลเกี่ยวกับบุคลิกภาพให้เราฟัง ซึ่งเราก็แปลกใจว่าทำไมมันตรง แล้วเขาก็สแกนอีกคนหนึ่งอีก ซึ่งก็ตรงอีก แสดงว่าต้องมีความแม่นยำของสถิติอยู่แน่นอน ประกอบกับเรากำลังหาเครื่องมือบางอย่างที่ทำให้คนเชื่อ เพื่อที่จะสอดแทรกเรื่องของการโค้ชเข้าไป แล้วก็มาเจอกับตัวนี้" ปัญจพลกล่าว






พูดพร้อมหยิบเครื่องสแกนลายนิ้วมือเล็กๆขึ้นมาให้ดู "คุณโอ๊ต" พบว่าในไทยเองก็มีลิขสิทธิ์การสแกนลายนิ้วมือจากหลากหลายสถาบัน
เขาจึงตัดสินใจลงทุนด้วยงบประมาณกว่าครึ่งล้าน และเข้ารับการอบรมในเรื่องการวิเคราะห์ผลลายนิ้วมือด้วยตัวเองอีก 3 เดือนเต็ม

ลายนิ้วมือบอกบุคลิกภาพ ข้อมูลที่มาจากสถิติ

เมื่อเอ่ยคำว่า "ลายนิ้วมือ" หลายคนคงคิดว่าน่าจะเหมือนกับการดูดวง แต่ "ปัญจพล" ระบุว่าไม่ใช่ เนื่องจากข้อมูลสถิติของเครื่องสแกนลายนิ้วมือดังกล่าว เริ่มแรกนำมาจากความต้องการศึกษาสมองของเด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรมของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มที่มีพัฒนาการทางสมองช้า แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถผ่าสมองของเด็กออกมาดูได้ จึงพยายามค้นหาส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่มีความเชื่อมโยงกับสมอง และพบว่าเป็นลายนิ้วมือ แต่จริงๆ ก็มีการเก็บข้อมูลส่วนอื่นๆ ด้วย ทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า

โดยนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันจะเก็บข้อมูลลายนิ้วมือพร้อมกับบุคลิกภาพ และมีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หลายชิ้น จนไต้หวันนำมาเก็บรวบรวมเป็นสถิติ และตั้งศูนย์รวบรวมสถิติข้อมูลลายนิ้วมือของทั้งคนเอเชียและคนต่างประเทศทั่วโลก

"ลายนิ้วมือของคนเราเกิดขึ้นพร้อมๆกับเซลล์สมองตั้งแต่เราอยู่ในท้องแม่อายุ4 เดือน ซึ่งสมองของเราที่แบ่งออกเป็น 2 ซีก คือซ้ายและขวานั้น แต่ละซีกจะแบ่งออกเป็นซีกละ 5 ส่วน รวมทั้งหมดจะมี 10 ส่วน ซึ่งจะเชื่อมโยงกับนิ้วทั้ง 10 นิ้ว เพราะฉะนั้นการอ่านลายนิ้วมือก็เหมือนกับการอ่านเซลล์สมอง และสมองจะบ่งบอกศักยภาพของเราทั้งหมด อย่างเช่น สมองในส่วนนิวคอร์เท็กซ์จะเกี่ยวข้องกับระบบความคิด การประมวลผล เพราะฉะนั้นหากดูลายนิ้วมือในนิ้วที่สัมพันธ์กับสมองส่วนนี้ เราจะรู้ได้ทันทีเลยว่าคนคนนี้มีการประมวลผลเป็นอย่างไรบ้าง หลายประเทศมีการเอาลายนิ้วมือไปใช้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น รัสเซียเอาไปใช้คัดเลือกนักกีฬา เอฟบีไอของสหรัฐฯก็ใช้ลายนิ้วมือในการวิเคราห์พฤติกรรมของอาชญากรเพื่อตามล่าตัว เป็นต้น" คุณโอ๊ตระบุ

"ปัญจพล" ยังเล่าถึงลวดลายที่อยู่บนนิ้วมือของเราทุกคนว่า หลักๆ แล้วจะมีอยู่ 3 ลาย คือ 1.ลายก้นหอย (whorl) คนที่มีลักษณะลายนี้จะเป็นคนมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน มีความคิดเป็นของตนเอง ทนแรงกดดันได้ เวลามีปัญหาจะสู้มากกว่าหนี 2.ลายมัดหวาย (Ulnar Loop) จะเป็นคนที่ค่อนข้าง people focus ต้องการเลิฟแอนด์แคร์ โอนอ่อนผ่อนตามง่ายๆ สบายๆ เน้นคนเป็นหลัก เวลามีประเด็นที่จะต้องโต้เถียงกับผู้อื่นก็มักจะหลีกเลี่ยงมากกว่า และ 3.ลายโค้ง (arch) จะคล้ายๆ กับรูปภูเขา คนที่มีลายนี้ลักษณะส่วนใหญ่จะเป็นคนอนุรักษนิยม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่เรียนรู้ได้ดี

ทั้งนี้ 3 ลายดังกล่าวเป็น 3 ลายหลัก ซึ่งจะแตกย่อยลงไปอีก และต้องใช้ซอฟต์แวร์ในการประมวลผลออกมาว่าเป็นลายอะไร ซึ่งจะให้ค่าออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ และจะบอกได้ว่าเรามีศักยภาพเป็นอย่างไรบ้าง




วิเคราะห์ผล พร้อมๆ กับการโค้ช

ขั้นตอนในการสแกนนิ้ว คือการนัดสแกนนิ้วในเบื้องต้น ซึ่งในส่วนนี้ ทีมงานของคุณโอ๊ตจะทำการนัดกับลูกค้าเพื่อเข้าไปบริการสแกนนิ้วตามสถานที่ที่ลูกค้าสะดวก หลังจากนั้นประมาณ 7-10 วัน เมื่อรายงานผลเสร็จเรียบร้อย ก็จะทำการนัดฟังผลที่ออฟฟิศของ The Fingerprint Coach อีกครั้ง


สำหรับเวลาในการวิเคราะห์และโค้ชราว2-3 ชั่วโมง ขณะที่บริษัทอื่นจะวิเคราะห์ผลให้ฟังเฉยๆ ไม่มีการโค้ช



"ในส่วนของการตลาด จะมี Facebook Page ชื่อ The Fingerprint Coach ซึ่งดูแลโดยทีมงาน ซึ่งเป็นนักเขียนมืออาชีพ บวกกับการออกบูทงานสัมมนา และการบอกต่อปากต่อปากของลูกค้าที่เคยได้รับบริการ โดยเฉพาะในส่วนของการโค้ช ที่บริษัทอื่นยังไม่มี โดยปัจจุบันเดอะ ฟิงเกอร์ปรินท์ โค้ช ดำเนินการมาแล้ว 2 ปี มีลูกค้าทั้งหมดประมาณ 200 ราย เป็นผู้ใหญ่ประมาณ 60% เด็ก 40%" เจ้าของเดอะ ฟิงเกอร์ปรินท์ โค้ช ระบุ

ยืนยันไม่ใช่โหราศาสตร์

เพราะลายนิ้วมือของคนเราไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดชีวิตแต่ "ลายมือ" สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทำให้ "ปัญจพล" ยืนยันว่าลายนิ้วมือนั้นย่อมสามารถเชื่อถือได้มากกว่า จึงมีการวิจัยรับรองเรื่องของลายนิ้วมือเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วน "ลายมือ" ยังเป็นโหราศาสตร์

สำหรับในต่างประเทศ การสแกนลายนิ้วมือในเอเชียก็ค่อนข้างได้รับความนิยม โดยเฉพาะในสิงคโปร์ ส่วนในไทยก็พอมีบ้าง แต่จะแยกไปเลยระหว่างการวิเคราะห์ลายนิ้วมือและการโค้ช แต่ของเดอะ ฟิงเกอร์ปรินท์ โค้ช จะมีทั้งการวิเคราะห์และการโค้ชเข้าไปด้วย

"ส่วนใหญ่เราบอกว่าเราเป็นการอ่านศักยภาพ ไม่ได้บอกว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต เราเน้นไปที่การใช้ศักยภาพที่แท้จริงที่มีอยู่ เชื่อมโยงกับเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว เน้นที่ความสัมพันธ์และการเข้าใจกัน นี่คือการโค้ช" คุณโอ๊ตย้ำ


เล่าถึงเคสที่ยากที่สุด

ถึงแม้จะมีการรับรองด้วยวิทยาศาสตร์ แต่แน่นอนว่ายังมีบางคนไม่เชื่อ ซึ่ง "ปัญจพล" ระบุว่า เคสที่ยากที่สุดคือเป็นเคสที่โค้ชให้ลูก ที่คุณพ่อของเด็กไม่เชื่อ แต่คุณแม่พามาด้วย โดยคุณแม่เชื่อแน่นอน 100% ทำให้บทบาทของคุณโอ๊ตไม่ได้แค่วิเคราะห์แค่ผลของลูก แต่ต้องทำให้คุณพ่อเข้าใจด้วยว่าทั้งครอบครัวเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้คุณพ่อรู้สึกว่าตรง มีความแม่นยำ นั่นจึงเป็นเคสที่ยากที่สุด

"ปกติแล้วจะทำสัมพันธ์ร่วมกันทั้ง 3 คน ซึ่งจะเป็นการดีที่สุด เพราะจะทำให้รู้ศักยภาพของแต่ละคนทันที อย่างเช่น พ่อเก่งเลข แม่เก่งศิลปะ แล้วแม่ก็พยายามสอนลูกเรื่องของเลข แต่ลูกดันไปมีศักยภาพเหมือนพ่อ นั่นทำให้ศักยภาพไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นถ้าทำร่วมกันหมด จะชัดเจนมาก แต่ถ้าไม่ทำร่วมกันก็จะดูให้คร่าวๆ ว่าไลฟ์สไตล์ประมาณไหน แล้วควรจะปฏิบัติตัวต่อคนไลฟ์สไตล์นี้อย่างไร" เจ้าของเดอะ ฟิงเกอร์ปรินท์ โค้ช กล่าว


ธุรกิจที่ยังไม่ได้จริงจัง เน้นที่การช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคธุรกิจ "ปัญจพล" เผยว่ายังไม่ได้ทำจริงจังขนาดนั้น เนื่องจากยังไม่ต้องการรับลูกค้าเยอะ จึงเน้นไปที่การดูลูกค้าไปเรื่อยๆ มากกว่า บวกกับส่วนหนึ่งก็รับเป็นวิทยากรให้บริษัท ซึ่งก็เป็นงานหนึ่งที่ให้น้ำหนักความสำคัญเท่าๆ กันกับการโค้ชให้ลูกค้าทั่วไป

"สิ่งสำคัญตอนนี้คือการที่เราได้มีโอกาสลงไปช่วยสอนให้กับโรงเรียนในบริเวณ3จังหวัดชายแดนภาคใต้เดือนละครั้ง สอนทั้งนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ไปสอนในเรื่องของการปรับความคิด เปลี่ยนมุมมอง และทำให้พวกเขาได้รู้ว่าความกลัวอะไรที่ปิดกั้นศักยภาพของเขาอยู่ ซึ่งเราทำมาระยะหนึ่ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ส่วนตอนนี้ใครจะให้เท่าไหร่เราก็นำมาเข้ามูลนิธิที่จะไปบริจาคให้เด็กยากจนที่เขาไม่มีโอกาสต่อไป" ปัญจพลกล่าวในที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว จึงเป็นเรื่องของ "ความเชื่อ" ของมนุษย์ ที่เราทุกคนต่างมีสิทธิเลือก และพัฒนาศักยภาพไปตามที่เราต้องการ

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495807018

Powered by MakeWebEasy.com